#
Banthoon
คำประกาศเกียรติคุณ
นายบัณฑูร ล่ำซำ
ปริญญาเภสัชศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์
ประจำปีการศึกษา 2567

นายบัณฑูร ล่ำซำ ดำรงตำแหน่งประธานกิตติคุณ ธนาคารกสิกรไทย และรองประธานมูลนิธิรักษ์ป่าน่าน ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า สำเร็จการศึกษาวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิศวกรรมเคมี จาก Princeton University และบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (MBA) จาก Harvard University ในฐานะอดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานคณะกรรมการ ธนาคารกสิกรไทย ท่านริเริ่มการปรับระบบงานด้วยหลัก Reengineering นำองค์กรฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ พ.ศ. 2540 โดยไม่ต้องพึ่งพารัฐ และวางรากฐานการเงินดิจิทัลให้ประเทศ ประสบการณ์เชิงระบบดังกล่าวบ่มเพาะกรอบความคิดที่เคร่งครัดด้านมาตรฐานและการออกแบบกระบวนการซับซ้อนอย่างมีประสิทธิผล ซึ่งต่อมาถ่ายทอดสู่การทำงานด้านสาธารณสุขและเภสัชศาสตร์อย่างต่อเนื่อง
การพัฒนาระบบสุขภาพและอุตสาหกรรมเภสัชกรรมให้เท่าทันความท้าทายยุคใหม่ ต้องอาศัยผู้นำที่มองเห็น “ภาพรวมและความเชื่อมโยง” โดยผสานองค์ความรู้สหสาขาเข้ากับการจัดการตามมาตรฐานสากล นายบัณฑูร ล่ำซำ แสดงบทบาทดังกล่าวอย่างเด่นชัด โดยออกแบบ “นิเวศการพัฒนายาจากพืชของไทย” ให้ตั้งอยู่บนหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์และระบบกำกับคุณภาพร่วมสมัย เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้ต่อระบบสุขภาพ เศรษฐกิจฐานชีวภาพ และชุมชนในพื้นที่จริง
เมื่อพิจารณาโจทย์ร่วมสมัยทั้งด้านสุขภาพ ชุมชน และสิ่งแวดล้อม นายบัณฑูร ล่ำซำ จึงมุ่งพัฒนาระบบสุขภาพจังหวัดน่านและจังหวัดแพร่ ในเชิงรูปธรรม ผลักดันการยกระดับโรงพยาบาลน่าน (ศูนย์การแพทย์รัตนนันทเวช) ให้เป็นต้นแบบโรงพยาบาลที่พร้อมรับมือและฟื้นฟูเมื่อเกิดวิกฤต (Resilient Hospital) สามารถรองรับสถาณการณ์โรคระบาดและภัยพิบัติ ควบคู่ไปกับการพัฒนา Smart Provincial Hospital ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศในการเชื่อมโยงและจัดการข้อมูลการดูแลรักษาผู้ป่วยให้เป็นไปอย่างเป็นระบบและมีคุณภาพ ตลอดจนจัดสร้างอาคารที่พักมาตรฐานสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ในจังหวัดน่านและจังหวัดแพร่ สะท้อนความเข้าใจว่าบุคลากรทางการแพทย์คือแกนกลางของระบบสุขภาพ การยกระดับคุณภาพชีวิตและขวัญกำลังใจเป็นเงื่อนไขสำคัญของความยั่งยืน
จากปัญหาป่าต้นน้ำและผลกระทบต่อสุขภาพในพื้นที่ นายบัณฑูร ล่ำซำ ริเริ่มโครงการ “น่านแซนด์บอกซ์” เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพ การศึกษา และรายได้ ควบคู่กับการฟื้นฟูระบบนิเวศ และวางโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่บนฐานความหลากหลายทางชีวภาพ โดยพัฒนาโครงการ “พืชยาคืนป่า” (Medicine Forest) จัดวางห่วงโซ่คุณค่ายาจากพืชอย่างครบวงจร ให้ผลิตภัณฑ์จากป่าไม้ที่มิใช่ไม้ (NTFP) ก้าวสู่ระบบบริการสุขภาพ เสริมความมั่นคงทางยา (Drug Security) ของประเทศ ลดการพึ่งพาการนำเข้าและเคมีตั้งต้น สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจชีวภาพให้ชุมชน และลดแรงกดดันการบุกรุกป่า ยกระดับอุตสาหกรรมเภสัชกรรมไทยกับระบบสุขภาพของชาติอย่างครบวงจร
การพัฒนาห่วงโซ่นวัตกรรมดังกล่าวมีการลำดับและยกระดับการทำงานโดยมุ่งใช้วิทยาศาสตร์นำ เริ่มที่ “ต้นน้ำ” ด้วยการผลักดันศูนย์วนเกษตร–พฤกษเภสัช ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา น่าน เชื่อมโยงนักวิจัยต้นน้ำจากมหาวิทยาลัยและศูนย์วิจัยพันธมิตรทั่วประเทศ อาทิ อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ นำคัมภีร์ยาล้านนามาตีความด้วยเภสัชศาสตร์สมัยใหม่ กำหนดมาตรฐานการคัดเลือกพันธุ์ การปลูก และการเก็บเกี่ยว ส่งเสริมการปลูกพืชยาใต้ป่าในระบบวนเกษตร เพื่อให้ได้วัตถุดิบทางยาที่มีสารสำคัญสม่ำเสมอและเพียงพอเป็นฐานในกระบวนการถัดไป
“กลางน้ำ” คือหัวใจของการต่อยอด นายบัณฑูร ล่ำซำ สนับสนุนการก่อสร้างหน่วยสกัดสารสำคัญออกฤทธิต้นแบบที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา น่าน เพื่อแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรที่เน่าเสียง่ายให้เป็นสารสกัดมาตรฐานสำหรับพัฒนายา กำหนดมาตรฐานการสกัดเพื่อให้ได้สารสำคัญมาตรฐานควบคู่กับการจัดทำระบบควบคุมและประกันคุณภาพ (QC/QA) และเพื่อให้ห่วงโซ่นี้เดินหน้าได้โดยไม่สะดุด มีการผลักดันการจัดตั้งและยกระดับศูนย์ฝึกปฏิบัติเพื่อความเป็นเลิศด้านผลิตภัณฑ์ยาและสมุนไพร (Center of excellence for Pharmaceutical Training Operating and Practice: PharmTOP) ณ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้เป็นต้นแบบตามมาตรฐานสากล ทำหน้าที่เป็นสะพานจากห้องปฏิบัติการสู่สายการผลิตภายใต้มาตรฐาน GMP PIC/S ประยุกต์ใช้ระบบคุณภาพของยาแผนปัจจุบันกับยาจากพืช ตลอดสายพานการผลิต พัฒนาและออกแบบกระบวนการที่สามารถทำซ้ำได้อย่างเป็นระบบและมีศักยภาพในการขยายขนาดการดำเนินงาน เป็นแหล่งอ้างอิงให้ผู้ประกอบการเรียนรู้ก่อนขยายเชิงพาณิชย์ เป็นศูนย์ฝึกกำลังคนด้านวิจัย คุณภาพ วิศวกรรมกระบวนการ และกำกับดูแลทำให้ “ต้นน้ำ–กลางน้ำ–ปลายน้ำ” เชื่อมต่อกันเป็นระบบเดียวตั้งแต่ป่าถึงโรงพยาบาล ให้ผลวิจัยเดินทางถึงทั้ง “สายการผลิต” และ “เตียงผู้ป่วย”
เมื่อมีสารสกัดมาตรฐานและกระบวนการผลิตที่เชื่อถือได้แล้ว จึงเข้าสู่ “ปลายน้ำ” คือการสร้างการยอมรับ ของแพทย์ผ่านการศึกษาทางคลินิก นายบัณฑูร ล่ำซำ สร้างความร่วมมือกับคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร เพื่อดำเนินการวิจัยในมนุษย์ (Clinical Trial) ของยาจากพืชอย่างเป็นระบบ จนเกิดการยอมรับและการใช้จริงในเวชปฏิบัติ ส่งผลให้มีทะเบียนยาจากพืชแล้ว 6 ทะเบียน และมี 1 ทะเบียนเข้าสู่บัญชียาหลักแห่งชาติ สะท้อนการยกระดับจาก “ผลิตภัณฑ์จากพืช” สู่ “ยาจากพืชมาตรฐานสูงที่แพทย์สั่งใช้ได้จริง”
ผลลัพธ์เชิงระบบจึงชัดเจน ทั้งการเพิ่มทางเลือกยาที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ทางคลินิกและเข้าถึงได้ การก่อรูปห่วงโซ่คุณค่าทางยาจากพืชที่ผลิตในประเทศซึ่งเสริมความมั่นคงทางยา ลดการพึ่งพาการนำเข้าและเคมีตั้งต้น การเชื่อมงานวิจัยสู่ภาคอุตสาหกรรมเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มตั้งแต่วัตถุดิบถึงการผลิต การสร้างรายได้ที่มั่นคงแก่เกษตรกร ลดแรงกดดันการบุกรุกป่า และการวางรากฐานกำลังคนที่พร้อมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยาไทย ทั้งหมดสอดคล้องกับแนวคิด สุขภาพของโลกและมนุษยชาติ (Planetary Health) ที่ผสานสุขภาพของคนกับสุขภาพของระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมโลก ตลอดจนการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน
ด้วยประวัติการศึกษาและวิชาชีพที่มั่นคง วิธีคิดเชิงระบบที่พิสูจน์ผลได้จริง และการอุทิศตนขับเคลื่อน “นิเวศยาจากพืชของประเทศไทย” ให้ยืนบนมาตรฐานสากลและเชื่อมสู่ความมั่นคงทางยาของประเทศ นายบัณฑูร ล่ำซำ จึงเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของอุตสาหกรรมเภสัชกรรมและระบบสุขภาพไทยอย่างเป็นรูปธรรม ผลงานทั้งหมดนี้สอดคล้องกับพันธกิจของมหาวิทยาลัยมหิดลในการยกระดับมาตรฐานการแพทย์และเภสัชศาสตร์เพื่อสุขภาพของประชาชนไทย และพร้อมเผชิญความท้าทายระดับโลก สภามหาวิทยาลัยมหิดล ในคราวประชุมครั้งที่ 616 เมื่อวันพุธที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ให้นายบัณฑูร ล่ำซำ ได้รับพระราชทานปริญญาเภสัชศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ เพื่อเป็นเกียรติยศสูงสุดและเป็นแบบอย่างแห่งการพัฒนาประเทศบนฐานวิทยาศาสตร์ มาตรฐาน และความยั่งยืน