ร่าง
คำประกาศราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติ
ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี
กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี
"เจ้าฟ้าผู้สร้างความมั่นคงทางยาให้ประเทศ"
ในโอกาสที่มหาวิทยาลัยมหิดล ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายปริญญาเภสัชศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์
ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงจัดตั้งสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ขึ้นเมื่อพุทธศักราช 2533 เพื่อถวายเป็นพระราชสักการะ เนื่องในโอกาสปีมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ โดยมีเป้าหมายสูงสุด คือ การนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และสนับสนุนงานในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ต่อมาในปีพุทธศักราช 2548 ทรงจัดตั้งสถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ให้เป็นสถาบันอุดมศึกษาที่มีหน้าที่จัดการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา ทำการวิจัย นำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ และให้บริการทางวิชาการและในปีพุทธศักราช 2559 ทรงจัดตั้งราชวิทยาลัย จุฬาภรณ์ขึ้น เพื่อถวายพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ตามพระราชปณิธานที่ทรงมุ่งหวังให้ประชาชนมีสุขภาพที่ดี และมีคุณภาพชีวิตที่ได้มาตรฐานโดยการสร้างองค์ความรู้จากการวิจัยและนวัตกรรม ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการแพทย์และการสาธารณสุขและการผลิตบุคลากรทางด้านสุขภาพ
พระองค์ทรงมีพระปณิธานอันแน่วแน่ในการพัฒนางานด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์และการสาธารณสุขของประเทศไทย ด้วยทรงตระหนักถึงความยากลำบากของผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ขาดโอกาสเข้าถึงเภสัชภัณฑ์ประสิทธิภาพสูง ด้วยพระเมตตาและสายพระเนตรอันยาวไกลทรงมีพระดำริให้จัดตั้งโรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดําริภายใต้ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ซึ่งเป็นโรงงานผลิตยารักษาโรคมะเร็งแห่งแรกของประเทศไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับสากล (GMDP PIC/s) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการวิจัยและการพัฒนาเภสัชภัณฑ์สำหรับผู้ป่วยมะเร็งให้สมบูรณ์ครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำให้สามารถต่อยอดการวิจัยสู่การผลิตระดับอุตสาหกรรมให้มียารักษาโรคมะเร็งเพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ สร้างความมั่นคงทางยาซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการนำเข้ายาจากต่างประเทศ และเสริมสร้างองค์ความรู้และพัฒนาบุคลากรด้านการผลิตเภสัชภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพสูงให้แก่ประเทศไทย ซึ่งเป็นการสร้างโอกาสการเข้าถึงยารักษาโรคมะเร็งประสิทธิภาพสูงได้อย่างทั่วถึงเท่าเทียม และยั่งยืน
ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงวางพระนโยบายการวิจัย และผลิตยารักษาโรคมะเร็งอย่างรอบคอบ โดยทรงเลือกผลิตยารักษาโรคมะเร็งชนิดมุ่งเป้าที่ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโรซีนไคเนส (Tyrosine Kinase Inhibitors) เป็นกลุ่มแรกเนื่องจากเป็นยาที่มีประสิทธิภาพสูง ใช้รักษาโรคมะเร็งได้หลากหลายชนิดให้ผลการรักษาดี มีอาการข้างเคียงต่ำ ตลอดการดำเนินการผลิตนี้ ทรงมีพระวิริยะอุตสาหะใส่พระทัยติดตามความก้าวหน้าด้วยพระองค์เอง และทรงพระราชทานแนวพระนโยบายด้านการพัฒนาเภสัชภัณฑ์โดยการใช้หลักวิทยาศาสตร์ประยุกต์ที่ทรงเชี่ยวชาญ โดยใช้แนวทางพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มุ่งเน้นการคุณภาพทุกขั้นตอน (Quality by design) ทรงร่วมการตรวจสอบความถูกต้องสมบูรณ์ของเครื่องมือ เครื่องจักร และกระบวนการ (Qualification and validation) และทรงร่วมงานปฏิบัติการวิเคราะห์ทางเภสัชกรรม ณ ห้องปฏิบัติการควบคุมคุณภาพของโรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดำริ เพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากโรงงานแห่งนี้มีคุณภาพเป็นไปตามข้อกำหนดมาตรฐานสากล
ผลจากการทรงงานด้านเภสัชกรรมด้วยพระวิริยะอุตสาหะ และพระปณิธานอันแน่วแน่ตลอดระยะเวลาหลายปี เกิดเป็นคุณูประการสำคัญต่อวงการสาธารณสุข คือยาเม็ดรักษาโรคมะเร็งชนิดมุ่งเป้าตำรับแรกที่ผลิตขึ้นในประเทศไทย “อิมครานิบ 100 / IMCRANIB 100" ซึ่งประกอบด้วยตัวยาสำคัญอิมาทินิบ (imatinib) 100 มิลลิกรัม โดยได้รับการขึ้นทะเบียนตำรับยาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข และพร้อมสำหรับนำมาใช้รักษาผู้ป่วย เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 เป็นการช่วยลดค่าใช้จ่ายในการนำเข้ายาจากต่างประเทศที่มีมูลค่าสูงและเป็นการเพิ่มโอกาสให้ประชาชนชาวไทยสามารถเข้าถึงการรักษาและเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น
นอกจากการผลิตยารักษาโรคมะเร็งชนิดมุ่งเป้าชนิดที่เป็นโมเลกุลขนาดเล็กชนิดรับประทานแล้ว ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จเจ้าฟ้า ฯ พระเจ้าน้องนางเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ยังทรงมุ่งมั่นวางรากฐาน "ระบบนิเวศแห่งการพัฒนายาชีววัตถุ" อย่างครอบคลุม ตั้งแต่ห้องปฏิบัติการวิจัยพัฒนาและผลิตยาชีววัตถุ ศูนย์สัตว์ทดลอง เพื่อทดสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัยเบื้องต้น สถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ เพื่อผลิตบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการผลิตยา และโรงพยาบาลจุฬาภรณ์เพื่อการศึกษาทางคลินิก ตลอดจนสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับสถาบันวิจัยนานาชาติ อันนำมาสู่การจัดตั้ง "ศูนย์วิจัยและพัฒนาชีววัตถุ" ของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ในปัจจุบัน โดยมุ่งเน้นการดำเนินงานวิจัย พัฒนา และผลิตยาชีววัตถุแบบครบวงจร ตั้งแต่สร้างเซลล์ต้นแบบ จนถึงการพัฒนากระบวนการผลิตเอง โดยไม่อาศัยการซื้อหรือถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศ จนประสบความสำเร็จในการพัฒนายาชีววัตถุคล้ายคลึง "ทราสทูซูแมบ" (trastuzumab) ซึ่งใช้รักษามะเร็ง หลายชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็งเต้านม และขึ้นทะเบียนตำรับยาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ภายใต้ชื่อพระราชทาน "HERDARA" เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2568 นับเป็นยาชีววัตถุชนิดโมโนโคลนอลแอนติบอดีตำรับแรกของไทย ที่วิจัยและพัฒนาโดยนักวิจัยไทยเพื่อคนไทย ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่นี้ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานด้านสาธารณสุขไทย พร้อมเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวไทยให้มีโอกาสเข้าถึงการรักษาที่เท่าเทียมอย่างมั่นคงและยั่งยืน
นอกจากการพัฒนายามะเร็งทั้งสองชนิดแล้ว ยังทรงการศึกษาวิจัยและพัฒนายาจากพืชสมุนไพรไทยจนได้ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และออกสู่การใช้แล้ว ได้แก่ ยาแคปซูลสารสกัดฟ้าทะลายโจรและครีมดาราแกนสารสกัดเมล็ดลำไย บรรเทาปวดและอักเสบจากข้อเข่าเสื่อมส่วนยาจากสารสกัดปัญจขันธ์ สำหรับลดน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยเบาหวานระยะเริ่มต้นอยู่ในระหว่างการจัดทำ monograph เพื่อขึ้นทะเบียนยาความเสี่ยงต่ำและจากวิกฤติการณ์โรคระบาดโควิด-19 ไปทั่วโลก ในฐานะที่ทรงเป็นนักเคมี ทรงดำเนินการร่วมกับนักวิจัยของสถาบันฯ สังเคราะห์ยาโมลนูพิราเวียร์ (molnupiravir) ขึ้น ซึ่งสามารถทำได้สำเร็จภายในระยะเวลา 6 เดือน ในราคาที่ถูกลง และทรงมอบให้รัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขรับไปดำเนินการต่อ เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2564
ด้วยสำนึกในพระกรุณาธิคุณที่ ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ที่ทรงมุ่งมั่นในการผลิตยามะเร็งจนเป็นผลสำเร็จได้เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ก่อให้เกิดประโยชน์ในวงกว้างแก่ผู้ป่วยและประเทศชาติด้วยพระปรีชาสามารถที่ประจักษ์ชัดดังกล่าวข้างต้น สภามหาวิทยาลัยมหิดล ในการประชุมครั้งที่ 619 เมื่อวันพุธที่ 20 สิงหาคม 2568 จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ขอพระราชทานทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายปริญญาเภสัชศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ แด่ ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เพื่อเฉลิมพระเกียรติคุณ และเพื่อความเป็นสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคลอันสูงยิ่งแก่มหาวิทยาลัยมหิดลสืบไป